วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

กักขังลูกสาวในไส้นาน 24 ปีจริง


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า นายโจเซฟ ฟริตเซิล วิศวกรชาวออสเตรีย วัย 73 ปี ผู้ก่อคดีกักขังนางสาวอลิซาเบ็ธ วัย 42 ปี บุตรสาวแท้ๆ ไว้ที่ห้องใต้ดินนานถึง 24 ปี และข่มขืนจนเธอให้กำเนิดบุตรถึง 7 คน

ได้รับสารภาพผิดในบางข้อหา และปฏิเสธบางข้อหาระหว่างการพิจารณาคดีนาน 5 วัน ที่เริ่มขึ้นในเมืองเซ็นต์ โปเอลเทน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงของประเทศ 65 กิโลเมตร หลังจากเขาถูกอัยการตั้งข้อหาทั้งการฆ่าคนตาย ข่มขืน มีเพศสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ขู่กรรโชก กักขังหน่วงเหนี่ยว และใช้คนเป็นทาส

นายฟริตเซิล รับสารภาพผิดในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับคนในครอบครัวทั้ง 7 กระทง รวมทั้งข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว กับยอมรับบางส่วนของข้อหาข่มขืนบุตรสาวหลายพันครั้ง

ทั้งนี้ ระหว่างการเข้าฟังการพิจารณาคดี นายฟริตเซิล ได้นำแฟ้มเอกสารสีฟ้า อำพรางหน้าตาของเขาไว้ไม่ให้หล้องโทรทัศน์จับภาพใบหน้าเขาได้ชัด โดยปฏิเสธข้อหาฆ่าคนตาย จากการปล่อยให้บุตรคนหนึ่งใน 7 คนของบุตรสาวเสียชีวิตไม่นานหลังคลอด เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการหายใจ รวมทั้งข้อหาใช้คนเป็นทาส

รายงานระบุว่า คณะลูกขุน 12 คน มีกำหนดจะออกคำตัดสินคดีดังกล่าว ในวันที่ 19 หรือ 20 มี.ค. นี้ และจะร่วมหารือเรื่องโทษกับผู้พิพากษาสามคนที่รับผิดชอบคดีนี้ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆ่าคนตาย เขาจะมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ข้อหาใช้คนเป็นทาสมีโทษสุงสุดคือจำคุก 20 ปี ส่วนโทษข่มขืนมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี ภายใต้กฏหมายออสเตรีย

ที่มา: มติชน
Read More......

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จีเอ็มจ่อยื่นขอล้มละลาย หากไม่บรรลุข้อตกลงกู้เงินรัฐ


เพื่อนำมาปลดหนี้จำนวน 2.8 หมื่นล้านเหรียญ โดยจีเอ็มอยู่ระหว่างเจรจากับยูเอดับเบิ้ลยู ภายหลังที่การเจรจาล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลข้อตกลง


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ป (จีเอ็ม) กับ สหภาพแรงงานยูไนเต็ด ออโต้ เวิร์คเกอร์ (ยูเอดับเบิ้ลยู) เริ่มเจรจากันอีกรอบ ก่อนที่กำหนดเส้นตายการยื่นแผนปรับโครงสร้างของจีเอ็มจะสิ้นสุดลงในวันนี้ (17 ก.พ.) ซึ่งก่อนหน้านี้ จีเอ็ม เผยว่า อาจเลือกการยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย เพื่อแก้ปัญหาการเงินของ บริษัทหากการขอกู้เงินจากรัฐบาลไม่ได้ผล

ทั้งนี้ การเจรจาของจีเอ็ม และ ยูเอดับเบิ้ลยู ที่เมืองดีทรอยต์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นอันต้องต้องล้มเหลว เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่าย ไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องการจัดหาเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพสำหรับผู้เกษียณได้ ทำให้ทั้งคู่ต้องกลับมาเจรจากันใหม่เมื่อวานนี้ ในเรื่องรายละเอียดการปรับ โครงสร้างบริษัทที่จะต้องหาทางปลดหนี้สินจำนวน 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐของจีเอ็ม และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะบรรลุข้อตกลงก่อนถึงกำหนดเส้นตายในวันนี้หรือไม่

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สุดสลด อดีตทหารผู้ดีรับเหมาลงทุนหมดตัวเป็นล้านกองทุนมาดอฟฟ์ เป่ากระสุนฆ่าตัวตาย


อดีตทหารอังกฤษนักรับเหมาเป่าสมองด้วยกระสุนหลังสูญเงินเพราะลงทุนในกองทุนฉาวมาดอฟฟ์ ด้านลูกแค้นบอกอยากให้เจ้าของกองทุนรู้สร้างบาปมหันต์ให้กับครอบครัว


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ว่า วิลเลี่ยม ฟ็อกซ์ตัน อดีตทหารเกษียณราชการ วัย 65 ปี ผู้รับเหมาโครงการด้านกลาโหมในอัฟกานิสถาน ได้ก่อเหตุกระทำอัตวินิบาตกรรมใช้ปืนยิงศีรษะตัวเอง ที่เมืองเซ้าท์แธมป์ตัน สาเหตุเชื่อว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะหัวใจสลายที่ลงทุนผิดพลาด โดยตำรวจไม่ปักใจประเด็นฆาตกรรม

ทั้งนี้ จากการสอบถามนายวิลลาร์ด ฟ็อกซ์ตัน ลูกชาย บอกว่า บิดา เดินทางกลับมายังอัฟกานิสถาน ก่อนจะบอกว่า เงินออมทั้งชีวิตของเขากว่า 1 ล้านดอลลาร์ สูญไปหมดแล้ว โดยเขามีอาการสุดช็อค บอกว่าตัวเองรู้สึกเสียใจ และกลัวว่าตัวเองจะต้องถูกประกาศสถานภาพเป็นคนล้มละลาย

"พ่อลงทุนในสองกองทุนเฮดจ์ฟันด์โดยไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่เขาสันนิษฐานว่าจากข่าวสารในช่วงที่ผ่านมาว่า และการฟ้องร้องของประชาชน น่าจะเป็นจะกองทุนมาดอฟฟ์" นายวิลลาร์ดกล่าว

นอกจากนี้ นายวิลลาร์ดกล่าวด้วยว่า เขาอยากจะให้นายมาดอฟฟ์และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้รู้ว่า ตอนนี้เลือดของบิดาเขาอยู่ในมือคนพวกนี้แล้ว

ที่มา: มติชน
Read More......

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วุฒิมะกันโหวตผ่านแผนศก. ด้วยคะแนน 60 ต่อ 38 เสียง


วงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้ หลัง ส.ส. ผ่านแผน ไปแล้วก่อนหน้านี้ ด้วยการลงคะแนน 60-38 จากนั้นจะยื่นแผน ให้ โอบามา ลงนามต่อไป


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (14 ก.พ.) ว่า วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา มีมติผ่านแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วในวันนี้ ด้วยการลงคะแนนเสียง 60 ต่อ 38 จากนั้นจะมีการยื่นแผนดังกล่าวให้กับ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 246 ต่อ 183 เสียง โดยแผนฟื้นฟูฉบับดังกล่าว

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความสำคัญสำหรับโอบามาซึ่งต้องการลงนามรับรองเป็นกฎหมายให้ได้ภายในวันที่ 16 ก.พ.นี้ โดยภารกิจโรดโชว์ของนายโอบามา ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ รวมถึงเดินทางไปยังรัฐอินเดียนา ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายที่จะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการสร้างงานภายในประเทศ โดยโอบามาเชื่อว่าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่ง

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

น้ำแข็งเกาะเหตุบินสหรัฐตก อังกฤษล้อหน้าพับทิ่มพื้นอีก

เหตุเครื่องบินตกจนมีผู้เสียชีวิต50ราย เจ้าหน้าที่พบกล่องดำแล้ว พบจากเสียงสนทนาของนักบินมีปัญหาน้ำแข็งเกาะที่ปีกและกระ จกบังลม ขณะที่สายการบินบีเอ ล้อหน้าไม่ทำงาน


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันนี้ (14 ก.พ.) ว่า สตีเวน ชีแลนเดอร์ โฆษก คณะกรรมความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติของสหรัฐ หรือ เอ็นทีเอสบี แถลงว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนของรัฐบาลกลางได้พบกล่องดำของเครื่องบินเช่าเหมาลำ ของสายการบิน คอนติเนนตัล ตกใส่บ้านหลังหนึ่งที่เมืองแคลเรนซ์ นอกเมืองบั๊ฟฟาโร่ รัฐนิวยอร์ค เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต 50 ศพ โดยนำกล่องดำกลับไปตรวจสอบที่กรุงวอชิงตันเมื่อวานนี้

โดยจากการฟังเสียงบันทึกการพูดคุยในห้องนักบิน พบว่า ลูกเรือได้แจ้งว่า มีน้ำแข็งเกาะตัวบริเวณปีกทั้งสองข้าง และกระจกบังลม ก่อนที่เครื่องบินจะเกิดอาการเหวี่ยงตัวและตกลงไปโดยที่นักบินยังไม่ทันได้ส่งสัญญานของความช่วยเหลือ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีหิมะตกและมีหมอกเล็กน้อย โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำแข็งสามารถทำให้เครื่องยนต์ของเครื่องบินสูญเสียการควบคุมอย่างฉับพลัน และทำให้เครื่องตกลงไปในแนวดิ่ง

ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แถลงที่ทำเนียบขาวว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นโศกนาฎกรรมที่น่าสยองขวัญ พร้อมกับส่งความเสียใจไปยังครอบครัวและญาติมิตรของผู้เคราะห์ร้าย ขณะที่ในระหว่างการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร บรรดาส.ส.ได้ยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต

ขณะที่เที่ยวบิน 8456 ของสายการบินบริติชแอร์เวย์ (บีเอ) จากกรุงอัมสเตอร์ดัมขณะบินลงที่สนามบินทางตะวันออกของกรุงลอนดอน ล้อหน้าของเครื่องบินไม่ทำงาน เครื่องบินหัวทิ่มลงที่พื้น และลื่นไถลไปหยุดบนรันเวย์ ทำให้ผู้โดยสารต้องไถลตัวออกมาจากทางออกฉุกเฉิน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสาร 67 คน และเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินอีก 4 คน ผู้โดยสารผู้หนึ่งได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และมีผู้โดยสารอื่นอีก 4 คนที่ได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก ได้รับการรักษาตัวในบริเวณใกล้กับที่เกิดเหตุ

ที่มา: ไทยรัฐ
Read More......

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

UN อึ้ง! หญิงค้าทาสมากกว่าชาย ในโซนยุโรปตะวันออก-เอเชีย


สหประชาชาติประหลาดใจ ผู้หญิงเป็นนักค้าทาสยุคใหม่มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออกและเอเชีย


(13ก.พ.) รายงานผลการสำรวจทั่วโลกที่นำออกเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีของสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรม ( The UN Office on Drugs and Crime) หรือ UNODC เปิดเผยว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกได้รายงานเรื่องบางรูปแบบของการค้าทาสยุคใหม่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้าบริการทางเพศและการบังคับใช้แรงงาน พร้อมระบุว่าสตรีมีบทบาทสำคัญจนน่าแปลกใจในการบริหารธุรกิจค้าทาส

ในขณะที่สตรีและเด็กเป็นผู้ทุกข์ทรมาณที่สุดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนใหญ่ของนักค้าทาสในเกือบหนึ่งในสามของ 155 ชาติที่ยูเอ็นทำการสำรวจเป็นสตรี และมีนักค้าทาสที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในยุโรปตะวันออกกับเอเชีย เป็นสตรีมากกว่าร้อยละ 60 .ขณะเดียวกัน ร้อยละ 20 ของเหยื่อทั่วโลกเป็นเด็ก ส่วนใหญ่อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำแม่โขงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในหลายส่วนของแอฟริกา


แอนโตนิโอ มาเรีย คอสต้า ผู้อำนวยการสำนักงานฯซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนาของออสเตรียและทำหน้าที่เป็นหัวหน้านักต่อสู้กับอาชญา กรรมของสหรัฐฯบ่นว่า ผู้หญิงก่ออาชญากรรมกับผู้หญิง และว่ามีหลายรายที่เหยื่อกลายมาเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง โดยเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้คุมและได้เงินจากธุรกิจเหมือนกับการเสพยาเสพติด รายงานฉบับนี้ใช้ข้อมูลหลักจากการตัดสินความผิดของพวกค้ามนุษย์ที่มีรายงานไปถึงสหประชาชาติ ช่วงกันยายน ปี 2550-กรกฎาคมปี 2551 ซึ่ง 4 ใน 5 เป็นคดีค้าบริการทางเพศ ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นการบังคับใช้แรงงาน และว่าในช่วงดังกล่าว สามารถช่วยเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ 22,500 คน

การเปิดเผยรายงานฉบับนี้มีขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีการประกาศแต่งตั้ง มีร่า ซอร์วิโน่ นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ ให้เป็นฑูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติเพื่อช่วย UNODC รับมือกับปัญหาการค้ามนุษย์ยุคใหม่

ที่มา: คมชัดลึก
Read More......

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ออสเตรเลียรวบ 2 ผู้ต้องสงสัยพัวพันการเกิดไฟป่า

ตำรวจออสเตรเลียเผยวันนี้ว่า ได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 คนพัวพันเหตุไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในออสเตรเลีย หลังมีรายงานว่าบุคคลทั้งสองมีพฤติกรรมน่าสงสัย


ตำรวจแถลงว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเกี่ยวกับพฤติกรรมน่าสงสัยของทั้งสองในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐวิกตอเรีย ขณะนี้การสอบสวนอยู่ในขั้นต้น และผู้ต้องสงสัยต่างให้ความร่วมมือกับตำรวจในการสอบสวน อย่างไรก็ดีตำรวจไม่ได้ระบุชัดเจนว่า การจับกุมผู้ต้องสงสัยครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการลอบวางเพลิง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟป่าจุดหนึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน

ด้านผู้บัญชาการตำรวจรัฐวิกตอเรีย กล่าวเมื่อเช้านี้ว่า มีการยืนยันว่าไฟป่าอย่างน้อย 1 จุดในเมืองเชอร์ชิลล์ เป็นการจงใจวางเพลิง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน ส่วนไฟป่าจุดอื่นเป็นเพียงการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ เช่น ที่เมืองแมรีส์วิลล์ ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีผู้อาศัยราว 500 คน และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากไฟป่า เจ้าหน้าที่เตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่ปัจจุบันอยู่ที่ 15 คน อาจพุ่งสูงเป็น 100 คน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังพบศพผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่องอยู่ใต้ซากบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้

ที่มา: MCOT
Read More......

เผยโฉมแฝด 8 มะกัน แม่เด็กอ่วม! ถูกสื่อรุมจวกยับ

นาเดีย ซูเลแมน หญิงชาวอเมริกันวัย 33 ปี ออกทีวีพร้อมโชว์ลูกฝาแฝด 8 คย เป็นครั้งแรก หลังคลอดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เมื่อ 10 ก.พ.


สถานีเอ็นบีซีของสหรัฐออกอากาศรูปทารกแฝด 8 รายล่าสุดของประเทศเป็นครั้งแรก ขณะที่สื่อมวลชนในสหรัฐยังคงเสนอข่าวโจมตี น.ส.นาเดีย ซูเลแมน แม่ของทารกอย่างต่อเนื่อง หลังจากรู้ว่า หญิงสาวมีเด็กด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้อสุจิบริจาคจากชายคนเดียวกันกับที่หญิงสาวเคยใช้มีลูกในชุดที่แล้วมา ถึง 6 คน อายุ 8 ขวบ ทำให้ตอนนี้มีลูกถึง 14 คน ทั้งที่ตนเองไม่มีงานทำ ยังอาศัยอยู่บ้านของแม่

น.ส.ซูเลแมน วัย 33 ปี ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ตนเลือกจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเอง พร้อมแนะนำทารกทีละคน และพูดว่า "พี่ๆ ของหนูที่บ้านอยากเจอหนูแล้วนะ" ทั้งนี้ หญิงสาวใช้บริการการปฏิสนธินอกร่างกาย ที่คลินิกเวสต์โคสต์ ในเบฟเวอร์ลี ฮิลส์ ทำให้ตนเองท้องทารกแฝด 8 เป็นเด็กชาย 6 คน เด็กหญิง 2 คน ก่อนคลอดเด็กออกมาปลอดภัยทุกคน ซึ่งเป็นเพียงครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สหรัฐ แต่ตอนนี้เด็กๆ ต้องอยู่โรงพยาบาลไกเซอร์ เพอร์มาเนนต์ ในแคลิฟอร์เนียไปอีกหลายสัปดาห์

น.ส.ซูเลแมน กล่าวต่อว่า ได้โทรศัพท์ไปคุยกับพ่อของเด็กแล้ว ยังตกตะลึงอยู่ ไม่รู้จะพูดอะไร คงต้องอาศัยเวลา บางทีในอนาคตอาจจะเปิดใจรู้จักเด็กๆ ได้

ด้านนางแองเจล่า ยายของเด็กๆ กล่าวว่า ผู้ชายคนนี้ตกหลุมรักลูกสาวตน แต่ลูกสาวตนต้องการเลี้ยงลูกตามลำพัง สำหรับบ้านของนางแองเจล่า มี 3 ห้องนอน ตอนนี้นางแองเจล่ายังต้องช่วยเลี้ยงหลานๆ 6 คนแรกอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อย

ลอสแองเจลิสไทมส์รายงานแฉ ว่า น.ส.ซูเลแมนพูดทางทีวีว่า ไม่ได้อาศัยสวัสดิการจากรัฐในการเลี้ยงดูลูก แต่จริงๆ แล้ว อาศัยสวัสดิการปั๊มตรารับอาหารฟรีเดือนละ 17,500 บาท และลูก 6 คนแรกนั้นก็พิการถึง 3 คน ต้องรับความช่วยเหลือจากรัฐ ขณะที่โฆษกคุณแม่ลูกแปด แย้งว่า น.ส.ซูเลแมนไม่ได้คิดว่า การรับอาหารฟรีเป็นสวัสดิการสังคม และเงินช่วยเหลือลูกๆ ที่พิการก็ไม่ใช่สวัสดิการสังคม

ที่มา: ข่าวสด
Read More......

สื่ออังกฤษแฉ “เมียนายกฯลอดช่อง“ ทำ เทมาเส็ก เจ๊ง 4.3 ล้านล้านบาท หลังลงทุนภาคธนาคาร

สื่ออังกฤษชี้ โฮ ชิง เมียนายกฯ สิงคโปร์ ทำ เทมาเส็ก ขาดทุนย่อยยับ หลังไปลงทุนแบงก์เจ๊งฉุดทุนสำรองสิงคโปร์วูบราว 4.3 ล้านล้านบาท ชี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องลงจากตำแหน่งประธานบริหาร


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่า หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทม์ส ของอังกฤษ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้รายงานเบื้องหลังกรณี นางโฮ ชิง ภรรยานายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริหารของ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ว่า ถึงแม้เจ้าหน้าที่ของเทมาเส็กจะอ้างว่า การลาออกของ นางโฮ ชิง ไม่เกี่ยวอะไรกับการลงทุนที่เกิดปัญหาในช่วงปีที่ผ่านมา แต่จะเห็นว่า นายชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ อดีตประธานบริหารของบีเอชพี บิลลิตัน ที่มาดำรงตำแหน่งแทน ต้องลงมืออย่างรวดเร็วเพื่อปรับปรุงสัดส่วนการลงทุนของเทมาเส็กใหม่ โดยลงทุนในภาคที่มีการเติบโตดีกว่า เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

รายงานข่าวระบุว่า นางโฮได้รับการยกย่องว่าเปลี่ยนเทมาเส็กจากบริษัทรัฐที่หลับใหลเพราะเน้นลงทุนแค่ในประเทศ เช่น ลงทุนในธนาคารดีบีเอส, สิงคโปร์แอร์ไลน์ ไปสู่การลงทุนระหว่างประเทศ โดยเธอกำกับดูแลการขยายลงทุนในตลาดเอเชียด้วยการซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม การศึกษา และสุขภาพ เพราะเชื่อว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเติบโต เนื่องจากคนชั้นกลางในเอเชียจะเพิ่มขึ้น แต่ที่ทำให้เทมาเส็กมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือ การเข้าซื้อหุ้นใหญ่ในสถาบันการเงินตะวันตก เริ่มจากการซื้อหุ้นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ในปี 2549

รายงานข่าวระบุว่า จากนั้น 2 ปีต่อมา เทมาเส็กได้ลงทุนในเมอร์ริล ลินช์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาทางการเงินของสหรัฐเป็นเงิน 5.8 พันล้านดอลลาร์ (2.03 แสนล้านบาท) และ 2,000 ล้านดอลลาร์ (70,000 ล้านบาท) ในธนาคารบาร์เคลย์ของอังกฤษในช่วงที่เริ่มเกิดวิกฤตการเงินโลก การลงทุนในสถาบันการเงินตะวันตกดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้เทมาเส็กได้รับผลกระทบจากการที่อุตสาหกรรมธนาคารทั่วโลกวูบลงอย่างรวดเร็ว โดย ณ เดือนมีนาคม 2551 เทมาเส็กลงทุนในภาคการเงิน-การธนาคารประมาณ 40% ของพอร์ตที่มีอยู่ทั้งหมด 1.85 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 4.3 ล้านล้านบาท)
"ใครก็ตามที่มีความรู้เกี่ยวกับวิกฤตของธนาคาร รู้ว่านี่คือความผิดพลาดที่ไปลงทุนในภาคธนาคารเร็วเกินไป" ที่ปรึกษาเศรษฐกิจรายหนึ่งในสิงคโปร์กล่าว

รายงานข่าวระบุอีกว่า แม้เจ้าหน้าที่ของเทมาเส็กจะออกมาปกป้องตัวเองว่า การลงทุนในสถาบันการเงินตะวันตก เช่น เมอร์ริล ลินช์ ก็เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและเทมาเส็กก็พร้อมจะยืดอกรับผลที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการลงทุนในระยะยาวที่จะมีผลกำไรกลับมาในที่สุดก็ตาม แต่การลงทุนเหล่านี้ก็อาจจะสูญไปได้ถ้าหากแบงก์ ออฟ อเมริกา ซึ่งเป็นผู้เทกโอเวอร์เมอร์ริล ลินช์ ไป รวมทั้งธนาคารบาร์เคลย์ ถูกรัฐบาลของแต่ละประเทศเข้ามาเทกโอเวอร์หากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งนอกจากกรณีของธนาคารตะวันตกแล้ว เทมาเส็กยังประสบปัญหาจากการที่มูลค่าหุ้นของธนาคารในจีนลดลงอย่างมาก เช่น หุ้นของแบงก์ ออฟ ไชน่า

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้จีไอซี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ก็ยังลงทุนในธนาคารซิตี้กรุ๊ปของสหรัฐอเมริกา และยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเงินรวมกัน 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 8.4 แสนล้านบาท) ซึ่งธนาคารทั้งสองแห่งก็ล้วนได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากวิกฤตสินเชื่อบ้านที่ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตต่ำกว่ามาตรฐาน (ซับไพรม์) โดยการลงทุนในภาคการเงิน-การธนาคารในตะวันตกครั้งนี้จะสร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ เพราะจะทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์เสียหาย และการที่รัฐบาลสิงคโปร์แต่งตั้งนายกู๊ดเยียร์ดำรงตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะเปิดให้มีการใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ ในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ปัจจุบันเทมาเส็กลงทุนเพียง 5% ของพอร์ต เนื่องจากเห็นว่ามีแนวโน้มเติบโตดี

นอกจากนี้ การที่ในเดือนที่แล้วเทมาเส็กได้แต่งตั้งนายมาร์คัส วอลเลนเบิร์ก นั่งเป็นกรรมการของเทมาเส็ก สะท้อนให้เห็นว่าเทมาเส็กพร้อมจะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ขณะนี้มีสัดส่วนเพียง 6% ของพอร์ตการลงทุน

ที่มา: มติชน

Read More......